ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 สิ่งหนึ่งที่ถูกบันทึกไว้ในพุทธประวัติและทำหน้าที่เป็นเสมือนพยานวัตถุที่มีชีวิตข้ามผ่านกาลเวลาก็คือ “ต้นสาละ” (Sal tree)
ตามพุทธประวัติ “ต้นสาละ” มีความผูกพันกับพระพุทธองค์ตั้งแต่ก้าวแรกจนถึงก้าวสุดท้ายของพระชนม์ชีพ ในคราวประสูติ พระนางสิริมหามายาทรงพระครรภ์แก่ประทับยืนเหนี่ยวกิ่งสาละที่กำลังผลิบาน ณ สวนลุมพินีวัน และในบั้นท้ายเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน พระพุทธองค์ก็ทรงเลือกที่จะเอนพระวรกายลงระหว่าง “ต้นสาละคู่” ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา ซึ่งในคราวนั้นต้นสาละได้ผลัดดอกบานสะพรั่งร่วงหล่นลงมาเป็นพุทธบูชาแม้จะนอกฤดูกาลก็ตาม
ในทางพฤกษศาสตร์ ต้นสาละที่ถูกต้องตามพุทธประวัติ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Shorea robusta C.F.Gaertn. จัดอยู่ในวงศ์ยาง (Dipterocarpaceae) มีลักษณะเด่นดังนี้ :
• ลักษณะทั่วไป: เป็นไม้ต้นผลัดใบ ขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 40 เมตร เปลือกหนาแตกเป็นร่องตามยาว
• ใบและดอก: ใบรูปไข่เกลี้ยง ปลายแหลม โคนเว้าตื้น ดอกออกเป็นช่อยาวสีครีมมีปื้นชมพู กลีบดอกบิดเวียน โคนซ้อนกันเป็นรูปถ้วย มีเกสรเพศผู้จำนวนมาก
• ผล: ผลรูปรีกว้าง มีขนละเอียด และมีปีกยาว 5–8 ซม. ช่วยในการกระจายพันธุ์ตามลม
• ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย เนปาล ภูฏาน บังกลาเทศ และจีนตอนใต้ โดยขึ้นเป็นผืนป่ากว้างขวาง คล้ายกับป่าเต็งรังในประเทศไทย
นอกจากคุณค่าทางจิตใจแล้ว เปลือกของต้นสาละยังมีรสฝาด สรรพคุณทางยาใช้รักษาแผลและอาการคันจากการแพ้ ส่วนชันและน้ำมันจากต้นยังใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมน้ำมันชักเงาได้อีกด้วย
วันวิสาขบูชานี้ การได้เรียนรู้และเข้าใจถึงเรื่องราวของ “ต้นสาละ” จึงไม่เพียงแต่ทำให้เราได้ความรู้ทางพฤกษศาสตร์ที่ถูกต้อง แต่ยังช่วยให้เราเข้าถึงภาพบรรยากาศในพุทธกาล และตระหนักถึงความเกี่ยวโยงอันลึกซึ้งระหว่างพระพุทธศาสนากับธรรมชาติได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
Credit : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช




